Website Banner
 

น้ำมันที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร



น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันจากเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันปลา ช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และในขณะนี้นักวิจัยยังไม่พบผลเสียใดๆต่อร่างกาย


จากรายงานในการประชุมงานครบรอบ ๖๓ ปี ทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการศึกษาว่าด้วยเรื่องกระเพาะอาหารและลำไส้ที่บอสตัน ดร.ดูแอน สมูท (Duane Smoot) และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์โฮเวิร์ด วอชิงตัน ดี.ซี. ได้ค้นคว้ามุ่งไปที่กรดไลโนเลอิก น้ำมันมะกอก น้ำมันปลา น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ในเรื่องเกี่ยวกับแผลในกระเพาะอาหาร

คณะวิจัยเปิดเผยว่า น้ำมันมะกอก น้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน น้ำมันปลา ยังยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ถึงร้อยละ ๓o โดยน้ำมันจากเมล็ดดอกทานตะวันสามารถยับยั้งแบคทีเรียได้ถึงร้อยละ ๓o-๓๕ ส่วนในน้ำมันปลาสามารถยับยั้งได้ถึงร้อยละ ๕o

ในทางตรงข้าม นักวิจัยพบว่า น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม และน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงอื่นๆ ไม่สามารถยับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ ดร.สมูทกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า อาหารจำพวกผลไม้ ผัก และไขมันไม่อิ่มตัวจะช่วยให้ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหาร เพราะแบคทีเรียในกระเพาะอาหารเกี่ยวเนื่องกับการเกิดมะเร็งที่กระเพาะอาหารและการเป็นแผลในกระเพาะอาหาร

นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 
237

                **********************************************************************************************************************************************


โอเมก้า ๓ และ โอเมก้า ๖

กรดไขมันโอเมก้า ๓ สำคัญต่อร่างกายอย่างไร

โอเมก้า ๓ เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะหลายตำแหน่ง กรดไขมันโอเมก้า ๓ มีอยู่ ๓ ชนิดที่สำคัญคือ
๑. กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก (Alpha linolenic acid : ALA)
๒. กรดไขมันอีพีเอ (Eicosapentaenic acid : EPA)
๓. กรดไขมันดีเอชเอ (Docosahexaenoic acid : DHA) ซึ่งเป็นตัวที่ได้ยินค่อนข้างบ่อยในโฆษณา เพราะเป็นตัวหนึ่งที่ผู้ประกอบการนิยมเติมลงไปในผลิตภัณฑ์
กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก : ALA เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่หลายตำแหน่ง โดยมีความสำคัญต่อร่างกายคือ เป็นกรดไขมันที่ร่างกายเราไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น  
กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก : ALA เป็นกรดไขมันต้นตอที่ร่างกายนำไปสร้างเป็นกรดไขมันอีพีเอ : EPA และกรดไขมันดีเอชเอ : DHA ได้ หากเรากินอาหารที่ไม่มีกรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก : ALAเลย เราอาจจะขาดกรดไขมันโอเมก้า ๓ ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วกรดไขมันโอเมก้า ๓ มีอยู่ในอาหารหลายชนิดด้วยกัน
แหล่งของกรดไขมันโอเมก้า ๓
กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก (ALA) ส่วนใหญ่จะได้จากอาหารที่เป็นไขมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันอีกหลายๆ ชนิด และน้ำมันรำข้าวซึ่งมีเล็กน้อย หรือในอาหารที่เป็นถั่วโดยตรงก็มีอยู่ในธรรมชาติ ถั่วเมล็ดแห้งหลายชนิด และมาจากน้ำมันพวกอื่นๆ ในอาหาร รวมถึงพืชผักต่างๆ ด้วย
ส่วนกรดไขมันอีพีเอ (EPA) และดีเอชเอ (DHA) จะได้จากสัตว์ โดยเฉพาะปลาทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืด ทั้งอีพีเอและดีเอชเอจะมีมากน้อยแล้วแต่ชนิดของปลา โดยทั่วไปมีอยู่เล็กน้อย และขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่มีอยู่ในปลาด้วย เมื่อเราย่อยไขมันแล้วก็จะได้กรดไขมัน ซึ่งร่างกายเราจะนำมาย่อย แล้วนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆ


เนื่องจากกรดไขมันโอเมก้า ๓ เป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย มีหน้าที่สร้างผนังเซลล์ของร่างกาย ดังนั้น ผนังเซลล์ของเราที่ล้อมรอบแต่ละเซลล์จะมีกรดไขมันโอเมก้า ๓ ประกอบอยู่ด้วย
นอกจากนี้ กรดไขมันโอเมก้า ๓ ยังนำไปสร้างไอโคซานอยด์ (Eicosanoids) ซึ่ง            ไอโคซานอยด์จะทำหน้าที่ในร่างกายคล้ายฮอร์โมน มีหน้าที่ควบคุมการทำงานระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น นำไปสร้างไอโคซานอยด์ชนิดที่ไปกระตุ้นการไหลของเลือด และทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัว
กรดไขมันโอเมก้า ๓ จะสร้างไอโคซานอยด์ซึ่งมีหลายชนิด เช่น ลิวโคไทรอีน(Leukotrienes) ทรอมบอกเซน (Thromboxanes) พรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) พวกนี้คือชื่อของไอโคซานอยด์ที่มีหน้าที่แตกต่างกันในร่างกายของเรา
ส่วนเด็กที่กำลังเจริญเติบโต กรดไขมันโอเมก้า ๓ จะช่วยในเรื่องของเซลล์สมอง มีการศึกษาวิจัยพบว่าปริมาณกรดไขมันดีเอชเอที่เด็กได้รับมีผลโดยตรงต่อพัฒนาการจอตาของเด็ก รวมทั้งความสามารถในการเรียนรู้
ในส่วนของสมองก็ต้องการกรดไขมันโอเมก้า ๓ ไปใช้ในการสร้างเซลล์ รวมไปถึงเซลล์ร่างกาย แต่เซลล์สมองจะพบกรดไขมันโอเมก้า ๓ มากกว่าเซลล์ในร่างกาย ฉะนั้น กรดไขมันโอเมก้า ๓ จึงมีส่วนในการเจริญเติบโตและการพัฒนาสมอง
ทั้งนี้ เด็กควรได้รับกรดไขมันดีเอชเอตั้งแต่แรกคลอดจากน้ำนมเหลือง (colostrum) ของมารดา และน้ำนมแม่ซึ่งจะได้ประโยชน์มาก แม่ควรให้นมลูกตลอด ๑ ขวบเต็มของวัยทารก (วัยทารกคือวัยที่ต้องได้รับนมแม่อย่างน้อย ๖ เดือน) แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้แม่ไม่สามารถให้นมลูกได้ครบตามที่ลูกต้องการ เช่น แม่บางคนลาคลอดได้เพียง ๓ เดือน หรือแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอ จึงต้องใช้นมสำหรับทารกเข้ามาทดแทน ซึ่งเด็กทารกก็ยังจะได้รับกรดไขมันโอเมก้า ๓ อยู่
ส่วนผู้ใหญ่ที่เราอาจเคยได้ยินเรื่องของน้ำมันปลาช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ แต่คนที่มีปัญหาไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ไม่ควรซื้อไปกินเองโดยไม่ผ่านการแนะนำจากแพทย์ การกินน้ำมันปลาเป็นประจำอาจจะทำให้มีปัญหาการหยุดไหลของเลือด
กรณีคนที่จะต้องผ่าตัดหรือถอนฟัน แพทย์จะสอบถามประวัติว่ามีการกินน้ำมันปลาเป็นประจำอยู่หรือไม่ ถ้ากินน้ำมันปลาเป็นประจำ แพทย์ต้องบอกให้หยุดกินน้ำมันปลาเป็นเวลา ๑-๒ สัปดาห์ก่อน แล้วค่อยมาผ่าตัดหรือถอนฟัน เพราะว่าถ้ายังกินน้ำมันปลาอยู่ จะทำให้เลือดหยุดช้ากว่าปกติ เพราะกรดไขมันโอเมก้า ๓ จะทำให้เลือดไหล (ไม่แข็งตัว) 

กรดไขมันโอเมก้า ๖ ความสำคัญที่ถูกมองข้าม

กรดไขมันโอเมก้า ๖ ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ทั้งที่จริงๆ แล้วกรดไขมันโอเมก้า ๖ คือตัวถ่วงสมดุลของกรดไขมันโอเมก้า ๓ ซึ่งร่างกายเราจะใช้ประโยชน์ทั้ง ๒ ชนิด
กรดไขมันโอเมก้า ๖ คือ กรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic acid : LA) และกรดไขมันอะราคิโดนิก (Arachidonic acid : ARA)
ร่างกายเราจะใช้ประโยชน์ของกลุ่มกรดโอเมก้า ๓ กับโอเมก้า ๖ คล้ายคลึงกัน คือ กรดไขมันโอเมก้า ๓ จะสร้างไอโคซานอยด์ ทำให้เลือดไหล ยับยั้งการอักเสบ แต่กลุ่มของกรดไขมันโอเมก้า ๖ จะทำให้ เลือดแข็งตัว ซึ่งจะทำงานตรงข้ามและถ่วงดุลกัน
กรดไขมันโอเมก้า ๖ พบได้ในน้ำมันพืช ถั่วชนิดต่างๆ ในปลาเพียงเล็กน้อย รวมทั้งอาหารทั่วไป
ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้วคนเราต้องกินทั้ง ๒ กลุ่มกรดไขมันให้สมดุลกัน ซึ่งร่างกายเราต้องการกรดไขมันโอเมก้า ๖ มากกว่ากรดไขมันโอเมก้า ๓ ประมาณ ๓ : ๑ จนถึง ๕ : 
ดังนั้น แท้จริงแล้วร่างกายมีความต้องการทั้งกรดไขมันโอเมก้า ๓ และกรดไขมันโอเมก้า ๖ การโฆษณาความสำคัญของกรดไขมันโอเมก้า ๓ มากนั้น อาจทำให้ผู้บริโภคลืมความสำคัญของกรดไขมันโอเมก้า ๖ ด้วย
การกินอาหารเพื่อสุขภาพ                      
. ควรกินทั้งปลาน้ำจืด และปลาทะเล ถ้าเรามีความสามารถที่จะกินปลาทะเลที่มาจากต่างประเทศก็ได้ แต่ผู้ที่ไม่สามารถซื้อหาได้ก็ไม่มีความจำเป็น
. กินปลาให้สม่ำเสมอ อย่างน้อย ๒-๓ ครั้งต่อสัปดาห์ ควรกินผักต่างๆ ในแต่ละมื้อเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนทุกหมู่
. กินอาหารให้พอดี ออกกำลังกาย ควบคุมดูแลน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน
. กินให้พอดีและมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผัก พืชน้ำมัน เนื้อสัตว์ หรือปลา เราควรกินให้หลากหลายชนิด และให้ได้ปริมาณ ซึ่งผักอาจแตกต่างจากเนื้อสัตว์ตรงไขมันต่ำยกเว้นนำไปทอดหรือผัด รวมถึงปลา ซึ่งกรรมวิธีการทำอาหาร เช่น การทอด การนึ่ง อาจทำให้คุณค่าทางสารอาหารหายไปเล็กน้อย เพราะน้ำมันที่ทอดจะดูดซับไขมันที่เราทอดออกมาด้วย จึงต้องเลือกน้ำมันที่มีคุณภาพในการประกอบอาหาร
ที่จริงแล้วไม่แนะนำว่ากินอะไรดีที่สุด เพราะทำให้คนที่ไม่ได้รู้ลึก นำไปปฏิบัติซ้ำๆ กัน ซึ่งอาจส่งผลเสีย เพราะว่าอาหารหรือสารอาหารทุกชนิด มีประโยชน์มีโทษในตัวของมัน ไขมันดีๆ เวลากินมากๆ เกินพอดีมันก็มีโทษเพราะฉะนั้นต้องเดินทางสายกลาง เช่น ปลามีกรดไขมันโอเมก้า ๓ ต้องกินสลับประมาณ ๒-๓ ครั้งต่อสัปดาห์ หรือกินวันเว้นวัน อาจสลับเป็นอาหารทะเลเพราะอาหารทะเลก็มีกรดไขมันโอเมก้า ๓ เช่นกัน เช่น กุ้ง หอย ปลาหมึก ฯลฯ
ส่วนคนสูงวัยควรกินให้มากขึ้น ๒-๓ ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ ๔-๕ ต่อสัปดาห์ก็ยังได้ โดยกินสลับกันไม่จำเป็นต้องไปเน้นชนิดว่าอย่างใดมีประโยชน์มากกว่ากัน ปลาอะไรก็กินได้หมด ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องไปควบคุมหรือกังวลว่าจะได้กรดไขมันครบถ้วนหรือไม่
ทั้งนี้ การกินกรดไขมันโอเมก้า ๖ ก็มีสำคัญเช่นกันหากเห็นว่ากรดไขมันโอเมก้า ๓ สำคัญแล้ว กรดไขมันโอเมก้า ๖ ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 
383

                              ********************************************************************************************************************

ตั้งครรภ์จนถึงการให้นมลูก แม่ควรกินอาหารอย่างไร

ลูกเป็นสายใย เป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ พ่อแม่ทุกคนตั้งใจ ว่าลูกของตนจะต้องเป็นเด็กที่ฉลาด แข็งแรง และสมบูรณ์ ดังนั้นแม่จึงควรบำรุงร่างกายตั้งแต่เริ่มรู้สึกตัวว่าตั้งครรภ์

เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ร่างกายของแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆอย่างมากมาย ที่เห็นได้ชัดคือ อาการแพ้ท้อง อาเจียน อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ ท้องอืด

แม่บางคนก็อาจจะมีอาการบวมได้ในระยะใกล้คลอด ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ 
6 เดือนหลังจากการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่สมองของเด็กจะเจริญเติบโตรวดเร็วที่สุด เพราะฉะนั้นเรื่องอาหารการกินของแม่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

ในระหว่างการตั้งครรภ์แม่ต้องรู้จักกินอาหารให้เป็น และกินแตกต่างไปจากสภาพปกติ คือจะต้องกินอาหารให้มากขึ้นกว่าเดิมโดยต้องเพิ่มอาหารบางประเภทให้มากขึ้น บางประเภทก็กินเท่าเดิม ทั้งนี้เพราะนอกจากแม่ต้องกินอาหารเพื่อการดำรงชีวิตของตนเองแล้ว ยังต้องกินอาหารเพื่อลูกในท้องอีกด้วย

ประเภทของอาหารที่แม่ตั้งครรภ์จะต้องกินเพิ่มมากขึ้น คือ
1. อาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม ถั่ว ควรกินทุกๆมื้อ ทุกวัน วันละมากๆ เท่าที่จะกินได้ และควรกินตับอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพราะอาหารประเภทนี้ให้สารอาหารที่จำเป็นหลายๆอย่าง เช่น เหล็ก วิตามินบี 12 และโปรตีน ซึ่งจะช่วยในการเจริญเติบโตของทารกที่อยู่ในครรภ์

2. ผักต่างๆ
 ควรกินทุกวัน และกินในปริมาณที่มากขึ้น เช่น พวกผักใบเขียวต่างๆ พืชผักสีเหลือง เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ อาหารประเภทนี้จะช่วยให้วิตามินแก่ร่างกาย แล้วยังช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ช่วยลดอาการท้องอืด

3. ผลไม้
ควรกินทุกวัน เช่น มะละกอสุก ส้ม กล้วย เป็นต้น ผลไม้ให้วิตามินแก่ร่างกายและช่วยในการขับถ่ายเช่นเดียวกับผัก

4. ยาบำรุงพวกธาตุเหล็ก
และวิตามินรวม ควรกินอย่างน้อยวันละ 1 เม็ด โดยเฉพาะในระยะตั้งแต่อายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป จนกระทั่งคลอด เพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะซีดขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด โดยปกติหากแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ไปฝากท้องกับแพทย์หรือผดุงครรภ์ ก็จะได้รับยาเม็ด ธาตุเหล็กและวิตามินรวมมากิน

การกินยาเม็ดธาตุเหล็กอาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น คลื่นไส้ อึดอัด แน่นท้อง บางรายอาจมีการอาเจียน อาการท้องเดินท้องผูกอาจมีบ้าง เพื่อลดอาการเหล่านี้จึงควรกินยาหลังอาหาร อย่ากินตอนท้องว่าง (บางคนอาจถ่ายอุจจาระสีดำก็ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นสีของเหล็ก)

5. ควรดื่มน้ำสะอาดเพิ่มมากขึ้น
 คือดื่มอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้การขับถ่ายดีขึ้นและผิวหนังสดชื่น 
ส่วนอาหารประเภทข้าว แป้ง และน้ำตาล ไม่ควรกินเพิ่ม ควรกินในปริมาณเท่ากับที่เคยกินปกติ นอกจากนี้ควรงดอาหารที่มีรสจัดโดยเฉพาะอาหารเค็มจัด เพราะจะทำให้บวมได้

ไม่ควรดื่มน้ำชา กาแฟ บุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้แท้งได้ หรือเด็กคลอดก่อนกำหนด หรือไม่ก็คลอดออกมามีน้ำหนักตัวน้อย และควรงดอาหารสุกๆดิบๆ หรืออาหารที่ไม่สุก เพราะจะทำให้ย่อยยาก ไม่สะอาด ทำให้เกิดพยาธิหรือท้องเสียได้

ขณะตั้งครรภ์ ไม่ควรกินยาโดยไม่จำเป็นเด็ดขาด การกินยารักษาโรคอะไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพราะยาบางชนิดกินแล้วมีผลร้ายต่อลูกที่อยู่ในครรภ์จนอาจทำให้ลูกพิการได้

ในระหว่างตั้งครรภ์หากแม่กินอาหารถูกต้อง ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ น้ำหนักแม่ควรเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 1-1.5 กิโลกรัม และหลังจากนั้นจะเพิ่มโดยเฉลี่ยเดือนละ 1.5 กิโลกรัม ไปจนคลอด เพราะฉะนั้นตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์น้ำหนักแม่ควรจะเพิ่มขึ้นประมารณ 10-12 กิโลกรัม และลูกที่คลอดออกมาจะมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมคือ ประมาณ 3 กิโลกรัม

ที่สำคัญระหว่างการตั้งครรภ์แม่ควรทำจิตใจให้แจ่มใส มีสุขภาพจิตที่ดี เพื่อลูกในท้องคลอดออกมาจะได้มีสุขภาพจิตที่ดีด้วย

ผุู้เขียน : สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 
108
                  ************************************************************************************************************************************


หญิงวัยหมดประจำเดือน กินวิตามินดีและแคลเซียมเป็นประจำ ไม่ลดโอกาสกระดูกหัก แต่อาจเพิ่มนิ่วในไต (Jackson RD.N Engl J Med 2006;354:669-83)

การศึกษาหญิงวัยหมดประจำเดือนมากกว่า ๓๖,๐๐๐ คน สุ่มแบ่งให้กินวิตามินดี ๔๐๐ หน่วยมาตรฐาน และแคลเซียม ๑ กรัม หรือกินยาหลอกทุกวัน เป็นเวลา ๗ ปี พบว่าการกินวิตามินดีและแคลเซียม เพิ่มความหนาแน่นของกระดูกสะโพก แต่ไม่ลดโอกาสกระดูกสะโพกหัก และเพิ่มโอกาสเกิดนิ่วในไตประมาณร้อยละ ๑๗ นอกจากนี้ การกินวิตามินดีและแคลเซียมไม่ช่วยลดโอกาสเสียชีวิต หรือไม่ลดโอกาสเกิดโรคหัวใจ และโรคมะเร็งที่พบบ่อย
ดังนั้น หญิงวัยหมดประจำเดือน ไม่ควรกินแคลเซียม และวิตามินดีเสริมกระดูก ควรจะตรวจมวลกระดูกก่อนว่า กระดูกบางหรือยัง แล้วขอคำแนะนำจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการเพิ่มมวลกระดูก เช่น งดกาแฟ (ทุกๆ ๑ แก้วที่ดื่มกาแฟ ดึงแคลเซียมออกจากร่างกายประมาณ ๔๐ มิลลิกรัม) งดน้ำอัดลม เปลี่ยนเป็นน้ำเปล่าหรือชาชง (ใบชาชงด้วยน้ำร้อน ไม่ใช่ชาขวด ชากระป๋อง อย่างที่ขายกันอยู่) หยุดยาไทรอยด์บางชนิด และให้กินกะปิ ปลาตัวเล็ก กุ้งแห้งที่มีแคลเซียมเพิ่มในอาหาร ออกกำลังกาย เดิน ยกน้ำหนัก เพิ่มแรงกดบนกระดูกที่บาง เพื่อกระตุ้นให้แคลเซียมไปสะสมอยู่ที่กระดูกที่ใช้งาน (ยิ่งใช้ยิ่งแข็งแรง ยิ่งไม่ใช้ยิ่งเสื่อมโทรม) ตากแดดอ่อนๆ ตอนเช้า เย็น ๑๕ นาทีต่อวัน เพื่อให้ผิวหนังสร้างวิตามินดี วิตามินดีจะเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารที่กิน ร้อยละ ๘๐ ของวิตามินในร่างกายเราสร้างจากผิวหนังที่สัมผัสแสงแดด ที่เหลือได้จากอาหาร เช่น ไขมันปลา นม ธัญพืช ส่วนการกินแคลเซียม และวิตามินดีเสริม ควรได้รับการดูแลจากแพทย์ เพื่อป้องกันผลเสียในระยะยาวดังกล่าวข้างต้น

ผู้เขียน  : 
นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 
373

                           *********************************************************************************************************************************

วิตามินเสริมกำลังกายกำลังใจ
คนที่ขาดวิตามิน บี 1 บี 2 บี 6 และซีมากๆ จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน แต่มีความรู้น้อยมากว่า ถ้าขาดวิตามินเหล่านี้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย จะมีผลต่อร่างกายอย่างไร
ถ้าคุณออกกำลังกายแล้วรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ โดยที่แพทย์บอกคุณว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ก็พึงนึกเถิดว่าเป็นอาการของคนพร่องวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 และซี มีการค้นพบกันมานานแล้วว่าคนที่ขาดวิตามินเหล่านี้มากๆ จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง และกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน แต่มีความรู้น้อยมากว่าถ้าขาดวิตามินเหล่านี้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย จะมีผลต่อร่างกายอย่างไร
ถ้าคุณออกกำลังกายแล้วรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ โดยที่แพทย์บอกคุณว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ก็พึงนึกเถิดว่าเป็นอาการของคนพร่องวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 และซี มีการค้นพบกันมานานแล้วว่า คนที่ขาดวิตามินเหล่านี้มากๆ จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง และกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน แต่มีความรู้น้อยมากว่าถ้าขาดวิตามินเหล่านี้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย จะมีผลต่อร่างกายอย่างไร
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการและเวชศาสตร์การกีฬา นายอีริก แวนเดอร์ บีก และคณะ ได้ทำการพิสูจน์ โดยให้อาสาสมัคร 23 คนกินอาหารที่มีวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 และซี โดยให้พร่องไป 1 ใน 3 ของมาตรฐานที่สหรัฐอเมริกากำหนดไว้ ผลปรากฏว่า ในช่วง 8 สัปดาห์ที่กินอาหารดังกล่าว ในขณะที่พักผ่อนและทำงานตามปกติธรรมดาก็ไม่มีอาการผิดปกติอะไร แต่ในเวลาที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิก พลังงานลดลงร้อยละ 10 และความทนทานลดลงร้อยละ 20
ทำไมวิตามินพวกนี้จึงมีความสำคัญต่อร่างกายถึงปานนั้น ก็เพราะเป็นตัวช่วยให้ร่างกายได้ใช้กรดไขมัน คนที่กินอาหารอย่างครบถ้วนจะได้พลังงานจากกรดไขมันในอาหารที่กินเข้าไปร้อยละ 60 และจากกลัยโคเจน (ซึ่งเป็นคลังสะสมคาร์โบไฮเดรต) ร้อยละ 40 ถ้ากรดไขมันไม่มีวิตามินช่วยดึงเอาพลังงานมาใช้ ร่างกายก็จะไปดึงพลังงานจากแหล่งกลัยโคเจน ผลก็คือจะเกิดการสะสมกรดแล็กติก (กรดนม) ทำให้เหนื่อยล้าได้เร็ว
วิตามินเหล่านี้ต้องเสริมวันต่อวัน เพราะไม่มีการสะสมในร่างกาย ถ้าคุณรู้สึกอ่อนล้าผิดปกติหลังการออกกำลังกาย และไม่มั่นใจว่าอาหารที่กินเข้าไปมีวิตามินทั้ง 4 ตัวนี้หรือเปล่า แนะนำให้ลองกินวิตามินรวมดู ถ้าขาดจริงก็พยายามกินอาหารที่มีวิตามินเหล่านี้ให้มากขึ้น

นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 
127

                                                  *********************************************************************************************************************************

ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจและหลอดเลือดกำลังคุกคามสุขภาพคนไทยอย่างหนัก โรคหัวใจคร่าชีวิตชาวไทยชั่วโมงละ 5 คน ผู้คนทั่วโลกตายนาทีละ 33 คน ต้นเหตุที่เป็นชนวนก่อเกิดของโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่สำคัญที่สุดคือ โรคน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน เพราะการกินกับการใช้พลังงานไม่สมดุลกัน

ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายหลักเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือดไว้ในแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 10 พ.ศ.2550-2554 

วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร และการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด มีดังนี้
1. งดอาหารที่มีรสเค็ม 
เช่น ไข่เค็ม กะปิ เต้าเจี้ยว ผักดองต่างๆ เต้าหู้ยี้ หมูเค็ม เป็นต้น ควรจำกัดปริมาณการกินเกลือแกง (ไม่เกินวันละ 6 กรัม) คนไทยส่วนใหญ่กินอาหารรสจัดมาก โดยเฉพาะรสเค็ม รสเผ็ด อาหารเค็มจะมีเกลือแกงมาก ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะทำให้ร่างกายดูดน้ำกลับเข้ากระแสเลือดมากขึ้น ปริมาณเลือดในร่างกายมากขึ้น หัวใจจะทำงานหนักขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจจะมีอาการหอบเหนื่อยหรือบวมได้ และหากมีภาวะไตเสื่อมหรือไตวายร่วมด้วย (พบบ่อยในผู้ป่วยโรคหัวใจ) ก็จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักยิ่งขึ้น

2. หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง 
จากการศึกษาผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีไขมันในเลือดสูง หรือคนปกติที่ไม่เป็นโรคหัวใจแต่มีระดับไขมันในเลือดสูง พบว่าการลดไขมันในเลือดจะช่วยชะลอการตีบของหลอดเลือดหัวใจ โดยทั่วไปการควบคุมอาหารที่มีไขมันสูงจะช่วยลดไขมันในเลือดลงได้ แต่อาจลดลงได้ไม่มากนัก (น้อยกว่าร้อยละ 20) จึงอาจต้องใช้ยาร่วมด้วยในบางราย

อย่างไรก็ตาม การควบคุมอาหารก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากยามีราคาแพง และจำเป็นต้องรักษาระยะยาวจึงจะเห็นผลดีของการลดไขมันในเลือด ไขมันที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นไขมันอิ่มตัวที่มาจากสัตว์ มีมากในเนื้อสัตว์ใหญ่ สัตว์ปีก ที่มาจากพืช เช่น เนย มะพร้าว ปาล์ม ร่างกายเราสามารถผลิตไขมันอิ่มตัวได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องรับเพิ่มจากอาหาร ยิ่งบริโภคมาก ยิ่งมีผลเพิ่มไขมันไม่ดี (แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล) ในเลือดมากขึ้น

ส่วนไขมันที่ควรกิน ได้แก่ ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว มีมากในน้ำมันมะกอก ถั่วลิสง น้ำมันคาโนลา อะโวคาโด และถั่วเปลือกแข็ง ไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง มีมากในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันงา วอลนัต เมล็ดปอ น้ำมันปลา มีอยู่ในปลาที่มีมันมาก ปลาทะเลน้ำลึก เช่น แซลมอน แม็กเคอเรล นอกจากนี้ยังพบในถั่วเหลือง และน้ำมันคาโลนาปริมาณเล็กน้อย

3. เน้นอาหารที่มีกากใย 

พบว่าอาหารที่มีกากใยมากจะมีประโยชน์กับสุขภาพ ไม่ว่าจะมีโรคหัวใจหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากช่วยลดการดูดซึมไขมัน ป้องกันท้องผูก ช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ 

มีรายงานจากสหรัฐอเมริกาว่าผู้ที่กินอาหารที่มีกากใยเป็นประจำ มีอัตราการเกิดโรคหัวใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

อาหารที่มีกากใยมากได้แก่ ซีเรียล ข้าวโพด ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวแดง ขนมปังโฮลวีต จมูกข้าว หัวบุก เป็นต้น ผลไม้ที่มีกากมากได้แก่ ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะละกอ ละมุด เป็นต้น นอกจากนี้อาหารประเภทผักและถั่วก็ให้กากใยมากเช่นกัน

4. งดบุหรี่และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 
โดยจำกัดปริมาณให้ไม่เกิน 1 หน่วยในเพศหญิง และ 2 หน่วยในเพศชาย
ปริมาณ 1 หน่วย คือเบียร์ 360 มิลลิลิตร (1 กระป๋อง) ไวน์ 150 มิลลิลิตร (1 แก้ว) วิสกี้ 45 มิลลิลิตร (15 มิลลิลิตร = 1 ดริ๊งก์)

5. ทำจิตใจให้สบายไม่เครียดและวิตกกังวล 
หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้อารมณ์เสีย หงุดหงิด โมโห ตื่นเต้น 

6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 
ออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง และควรเป็นการออกกำลังกายชนิดแอโรบิก ได้แก่ เดินเร็ว ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน และเต้นแอโรบิก เป็นต้น 
การออกกำลังกายจะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายจากความเครียดและทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตดีขึ้น

7. น้ำหนักเกินมาตรฐาน 
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติคือ ดัชนีมวลกาย (body mass index หรือ BMI) ไม่ควรเกิน 23 กก./ม.2 โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว (เป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลัง 2 หรือวัดรอบเอวไม่ควรเกิน 32 นิ้วในเพศหญิง และ 36 นิ้วในเพศชาย

อาหารแต่ละมื้อควรประกอบด้วยข้าว (หรือก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน) ไม่เกิน 2 ทัพพี ผักมื้อละจาน (เช่น ผักกาดขาว ผักบุ้ง ผักคะน้า แตงกวา มะเขือเทศ ฯลฯ) เนื้อสัตว์ 4-5 ชิ้นคำ (ควรจะเป็นปลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น หากเป็นไก่หรือเป็ดต้องลอกหนังออก หมูต้องเป็นหมูไม่ติดมัน) 

ผลไม้ขนาดกลางมื้อละผล (เช่น ส้ม 1 ลูก ฝรั่ง 1 ลูก มะม่วงครึ่งซีก สับปะรด 6 ชิ้นคำ มะละกอ 8 ชิ้นคำหรือแตงโม 12 ชิ้นคำ กล้วยหอมครึ่งลูก กล้วยน้ำว้า 1 ผล ชมพู่ 2-3 ผล ขนุน 2-3 ยวง ทุเรียนขนาดเล็ก 1 เม็ด ฯลฯ)

การกินดี เพื่อต้านโรค จึงต้องเริ่มจากการเลือกอาหารในแต่ละวันให้มีสัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสม ลดและเลี่ยงอาหารบางชนิด โดยเฉพาะอาหารที่เค็มและมีไขมันสูง ทั้งนี้ควรเลือกชนิดอาหารที่หลากหลายในหมวดเดียวกัน สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารต่างๆ ครบถ้วน เพื่อให้ได้ "หัวใจดี มีหุ่นสวย รวยพลัง"Ž 
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 
356
ผู้เขียน : 
นพ.ภานุมาศ ปิยะเวชวิรัตน์, ภกญ.ญาณิน ขมะณะรงค์

                                                  *******************************************************************************************************************

กระดูกเสื่อม กระดูกพรุน กระดูกอ่อน


ถ้าจะกล่าวถึงโรคที่เกี่ยวกับกระดูกแล้ว สิ่งที่พูดถึงกันมากคือ กระดูกเสื่อม กระดูกพรุน และกระดูกอ่อน ซึ่งอย่าเหมารวมว่าเป็นโรคเดียวกันหรือมีการรักษาแบบเดียวกัน แต่ละอย่างก็มีลักษณะและการรักษาที่แตกต่างกันไป แต่กลับถูกนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ประเภทเสริมกระดูกกันอย่างแพร่หลาย
     ปัจจุบันพบว่ามีการให้ข้อมูลและแนะนำให้กินแคลเซียม วิตามินดี น้ำมันตับปลา ตลอดจนวิตามินและเกลือแร่อื่นๆ ทั้งในรูปของยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและสตรีวัยหมดประจำเดือนว่าจะช่วยเสริมกระดูก ซึ่งเป็นการแนะนำโดยไม่ได้แยกแยะว่าการกินสารอาหารเหล่านี้มีความเหมาะสมแค่ไหนกับโรคกระดูกชนิดใด
     ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ แพทย์หลายท่านยังนิยมให้ผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อกินแคลเซียมทั้งชนิดเม็ดและชนิดละลายน้ำก่อนดื่ม โดยอาจไม่ได้พิจารณาให้รอบคอบตามโรคที่เป็นจริงๆ ซึ่งไม่เพียงแต่จะไม่ได้ประโยชน์ แต่อาจทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เกิดอาการข้างเคียง และเกิดฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ของแคลเซียมได้
     ผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านการใช้แคลเซียมหรืออาหารเสริมกระดูก แต่อยากนำเสนอในมุมมองที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เพราะอยากให้พิจารณาใช้กันอย่างรอบคอบและให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงและตรงจุดตรงโรคมากกว่า 
     ดังนั้น จึงขออธิบายลักษณะของโรคกระดูกทั้ง ๓ แบบ คือ กระดูกเสื่อม กระดูกพรุน และกระดูกอ่อน เพื่อให้เห็นความแตกต่างกัน ดังนี้

กระดูกเสื่อม
     โรคกระดูกเสื่อม คือโรคที่มีการเสื่อมของกระดูกอ่อนของข้อที่มีการเคลื่อนไหวมาก เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อมือ ข้อศอก ข้อไหล่ และข้อนิ้วมือนิ้วเท้า ซึ่งส่วนประกอบหลักของกระดูกอ่อนเหล่านี้คือน้ำและโปรตีน ที่จะทำให้กระดูกอ่อนมีความยืดหยุ่น ทนต่อแรงกระแทกและเสียดสี แต่เมื่อใช้ไปนานๆ ก็จะเกิดการเสื่อมและสึกหรอ 
     เมื่อเสื่อมแล้วก็จะเกิดอาการปวดขัดตามข้อ ข้อโปนและผิดรูป มักพบในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหนัก อย่างชาวไร่ชาวนา พ่อค้า แม่ค้า และกรรมกร คนเหล่านี้เมื่อไปโรงพยาบาล (ส่วนใหญ่ไปเป็นประจำ เพราะโรคไม่หาย) ก็จะได้ยาแก้อักเสบ บรรเทาปวด ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะ แคลเซียม รวมถึงกลูโคซามีน เป็นหลัก 
     เรียกว่าถ้าใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า เบิกราชการ หรือบริษัทได้ (ฟรี) ก็จะได้ยากลุ่มนี้กันทุกคน แล้วทราบกันหรือไม่ว่าห้ามกินยาลดกรดกับแคลเซียม เพราะจะไม่ดูดซึม อาจทำให้ท้องผูก และไม่เกิดประโยชน์อะไร กระดูกอ่อนเสื่อมนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแคลเซียม
     การรักษาคือ ถ้าปวดมากก็ใช้ยาบรรเทาปวดหรือลดการอักเสบเป็นครั้งคราว ลดการใช้งานของข้อนั้นๆ บริหารข้อเพื่อสร้างความแข็งแรง รวมถึงอาจใช้ยาเสริมกระดูกพวกกลูโคซามีนช่วยได้บ้าง

กระดูกพรุน
     โรคกระดูกพรุน หรือกระดูกโปร่งบาง บางครั้งเรียกว่ากระดูกผุ เป็นการเสื่อมของกระดูกแข็งที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย โดยมีเนื้อเยื่อกระดูกและแคลเซียมลดลง ทำให้กระดูกทรุดลงและแตกหักง่าย มักพบในผู้สูงอายุและสตรีหลังหมดประจำเดือน 
     โรคนี้แหละที่เป็นจุดขายของแคลเซียมและอาหารเสริมต่างๆ ในทางการตลาดจะส่งเสริมการขายโดยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้สูงอายุและสตรีสูงอายุเกือบทุกรายถ้าได้ตรวจก็จะพบว่ากระดูกบางกว่าปกติ แล้วก็จะได้แคลเซียมมา ซึ่งมักกำหนดให้กินในขนาดสูงๆ (ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน) โดยลืมพิจารณาว่าผู้ป่วยนั้นได้แคลเซียมจากอาหารการกินมากน้อยเพียงใด แล้วแคลเซียมที่ให้มานั้นเป็นเกลือแคลเซียมชนิดใด เวลาแตกตัวแล้วจะให้แคลเซียมอิสระปริมาณเท่าใด และที่สำคัญคือถ้าได้มากไปจะเกิดผลเสียอย่างไร
     แคลเซียมมีในอาหารหลายๆ ประเภท เช่น ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง นม หรือแม้กระทั่งผักใบเขียว ถ้าเทียบตามน้ำหนักพบว่า นมวัวมีแคลเซียมน้อยกว่ากุ้งแห้งเกือบ ๒๐ เท่า และน้อยกว่าผักคะน้า ๒ เท่า ดังนั้น ถ้ากินอาหารได้ตามปกติครบ ๕ หมู่ในปริมาณที่เพียงพอก็จะไม่ขาดสารอาหารใดๆ รวมถึงแคลเซียม

กระดูกอ่อน
โรคกระดูกประเภทสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือโรคกระดูกอ่อน เป็นลักษณะที่กระดูกขาดแคลเซียมโดยที่เนื้อเยื่อกระดูกปกติ ความแข็งแรงจึงลดลงแต่ยืดหยุ่นมากขึ้น มักพบในคนที่ขาดวิตามินดี เด็กช่วงอายุ ๖ เดือนถึง ๓ ขวบ 
คนที่ขาดสารอาหารรุนแรง ผู้สูงอายุที่ขาดการเคลื่อนไหวและไม่ได้สัมผัสแสงแดด ผู้ป่วยโรคไตพิการ หรือผู้ที่มีต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ
โรคนี้แหละที่ถือว่าร่างกายขาดแคลเซียมอย่างแท้จริง และจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมด้วย การให้ทั้งแคลเซียมและวิตามินดี ร่วมกับการแก้ไขที่ต้นเหตุ
เรื่องของโรคกระดูกประเภทต่างๆ ที่กล่าวมา คงพอจะแยกแยะได้บ้างว่า การใช้แคลเซียมหรือผลิตภัณฑ์เสริมกระดูกต่างๆ นั้นจำเป็นมากน้อยแค่ไหน และใช้อย่างไรเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง


                                       *************************************************************************************************************************************************

ยาแก้ข้อเข่าอักเสบ



ปวดหัวเข่า 
โรคปวดหัวเข่า ในที่นี้คงหมายถึง โรคข้อเข่าเสื่อม (osteoarthritis of knee) ซึ่งเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เป็นการเสื่อมสภาพของข้อเข่าตามสภาวะการใช้งาน การเสื่อมในลักษณะนี้อาจเกิดกับข้อใดๆของร่างกายก็ได้ แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือ ข้อเข่า (knee) ทั้งนี้ เนื่องจากข้อเข่าเป็นข้อขนาดใหญ่ที่รับน้ำหนักร่างกายของคนเราทั้งตัว และมีการใช้งานมาเป็นเวลานานแล้ว
สาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อม
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเสื่อมสภาพของข้อเข่า ได้แก่ อายุ เพศ น้ำหนักตัว การใช้งานของข้อเข่า การบาดเจ็บของข้อเข่า และความแข็งแรงของข้อเข่า เป็นต้น เมื่ออายุมากขึ้นก็จะมีการใช้งานของข้อเข่ามากขึ้นและนานขึ้น ก็อาจทำให้เกิดอาการปวดข้อเข่า และเป็นโรคเข่าเสื่อมได้ ในเพศหญิงจะพบอาการข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่า เพศชายถึง ๒ เท่า ในคนอ้วนหรือเมื่อน้ำหนักมากขึ้น ข้อเข่าก็จะต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อรับน้ำหนักตัวของเรานี้ ทำให้โรคนี้ลุกลามมากขึ้น ในด้านการใช้งานของข้อเข่า เช่น การยืนติดต่อกัน นานๆ การขึ้นบันไดจำนวนมาก การนั่งยองๆ การนั่ง พับเพียบ หรือการยกของหนัก เป็นต้น ถ้าต้องทำท่าทางเช่นนี้อยู่อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ ก็ช่วยเพิ่ม ปัจจัยเสี่ยงให้เป็นโรคนี้มากขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย เมื่อใดที่เกิดอุบัติเหตุหกล้มหรือได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่าก็อาจส่งผลกระทบต่อการเสื่อมของข้อเข่าได้ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก เราพบว่าผู้ที่ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และได้รับแคลเซียมในปริมาณที่พอเพียงจะช่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่าได้
การดูแลรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม
เมื่อเราทราบสาเหตุสำคัญซึ่งได้แก่ อายุ เพศ น้ำหนักตัว การใช้งานของข้อเข่า การบาดเจ็บของข้อเข่า และความแข็งแรงของข้อเข่า เราก็ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นการซ้ำเติมการปวดอักเสบข้อเข่า  อันได้แก่ น้ำหนักตัว การใช้งานของข้อเข่า และการบาดเจ็บของข้อเข่า พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแรงของข้อเข่าด้วยการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และได้รับแคลเซียมในปริมาณที่พอเพียง ส่วนเรื่องอายุนั้นคงจะไม่มีใครหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาเพื่อให้อายุลดน้อยลงหรือไม่ให้อายุเพิ่มขึ้นได้ มีแต่อายุจะมากขึ้นๆ เรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป เช่นเดียวกับเรื่องเพศคงเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ความอ้วน
ในเรื่องน้ำหนักตัว เป็นปัจจัยสำคัญ ถ้ามีการลดน้ำหนักลงได้ จะบรรเทาอาการปวดและอักเสบข้อเข่าได้เป็นอย่างดี มีอาจารย์หลายท่านเคยเปรียบเทียบไว้ว่า การที่น้ำหนักตัวมากขึ้น ก็เปรียบเสมือนเราหิ้วของหนักมากขึ้น และหิ้วอยู่ตลอดเวลา ก็จะเป็นภาระให้เหนื่อย เมื่อยล้า จนเกินกำลังของข้อเข่า ทำให้เกิดการปวดและอักเสบได้ จนในที่สุดก็เกิดการเสื่อมสภาพของข้อเข่าได้
การใช้งานข้อเข่าหนักและนาน
อีกประเด็นหนึ่ง คือ เรื่องการใช้งานของข้อเข่า โดยเฉพาะการยืนนานๆ ที่พบในแม่ค้าพ่อค้าที่ต้องยืนค้าขายติดต่อกันนานๆ หรือผู้ที่ต้องยกของขึ้นบันไดเป็นจำนวนมาก แถมยังต้องแบกของหนัก เช่น ลูกหาบที่ช่วยยกของขึ้นภูเขา เป็นต้น การทำงานส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายจนเกินกำลังก็เป็นปัญหาให้เกิดการเหนื่อยเมื่อยล้า และเมื่อดำเนินการอย่างต่อเนื่องก็อาจเกินกำลัง ทำให้เกิดการปวดและอักเสบได้ จนในที่สุดก็เกิดการเสื่อมสภาพของข้อเข่าได้ นอกจากนี้ ในบางรายอาจเกิดจากอุบัติเหตุ เช่น การหกล้ม เป็นต้น ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดการอักเสบของข้อเข่าได้ ในรายที่มีอาการไม่รุนแรง การหลีกเลี่ยงการใช้งานหนัก การพัก การประคบด้วยน้ำอุ่น หรือการสวมใส่ผ้ายางยืดรัดข้อเข่า ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการปวดและอักเสบข้อเข่าได้ดีเช่นกัน นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ และการทำกายภาพบำบัดก็ช่วยเสริมความแข็งแรงของข้อเข่าได้อย่างดี ในรายที่มีอาการรุนแรงมากขึ้นๆ เรื่อยๆ อาจทำให้ไม่สามารถเดินได้ตามปกติ
การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม
ในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมมี ๒ วิธีหลักๆ คือ การใช้ยาและการผ่าตัด
การใช้ยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อม
ในด้านการใช้ยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อม มี ๓ กลุ่มใหญ่ คือ NSAIDs, COX II inhibitors, และ glucosamine 

ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สตีรอยด์ (NSAIDs)
ยากลุ่ม NSAIDs (Non Steroidal Anti inflammatory Drugs หรือยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สตีรอยด์) ตัวอย่างเช่น แอสไพริน (aspirin) ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ไดโคลฟีแนก (diclofenac) ไพร็อกซีแคม (piroxycam) เป็นต้น ยากลุ่มนี้เป็นยาที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดและอาการอักเสบได้ดี แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานๆ เพราะอาจเกิดการระคายเคืองกระเพาอาหาร ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีผลกดการทำงานของไต ทำให้ร่างกายมีน้ำคั่งอยู่เป็นจำนวนมาก เกิดการบวมน้ำและความดันเลือดสูงขึ้น และยังไปยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้เมื่อเกิดแผลแล้วเลือดไหลหยุดยาก ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ยากลุ่มนี้เฉพาะเวลาที่มีอาการปวดหรืออักเสบเท่านั้น โดยให้กินหลังอาหารทันที เพื่อช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และเมื่ออาการดีขึ้นแล้ว ควรหยุดยา หรือถ้าจะใช้ต่อเนื่องกันควรอยู่ภายใต้การดูแลสั่งจ่ายของแพทย์อย่างใกล้ชิด ทั้งยังควรระวังการใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยที่เป็นหรือมีประวัติการเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร (peptic ulcer) ผู้ป่วยโรคไต และผู้ป่วยโรคเลือด เป็นต้น 

ยายับยั้งเอนไซม์คลอออกซิเจน เนส-๒ (COX II inhibitors)
เพื่อลดอาการอันไม่พึงประสงค์ของยากลุ่ม NSAIDs จึงมีความพยายามในการวิจัยและพัฒนายากลุ่มใหม่ที่มีผลข้างเคียงลดน้อยลง คือ ยากลุ่ม COX II inhibitors ตัวอย่างเช่น เซเลค็อกซิบ (celecoxib), โรเฟ็กค็อกซิบ (rofecoxib) เป็นต้น ซึ่งทางทฤษฎีเชื่อว่ามีผลข้างเคียงต่อการระคายเคืองกระเพาะอาหารน้อยกว่ายากลุ่มเดิม แต่เมื่อมีการใช้ยากลุ่มใหม่นี้มากขึ้น ก็พบอาการอันไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด จนเป็นเหตุให้บริษัทผู้ผลิตถอนยาโรเฟ็กค็อกซิบออกจากตลาดไป (เลิกจำหน่าย) พร้อมทั้งเพิ่มคำเตือนเกี่ยวกับอาการอันไม่พึงประสงค์ของยาที่ยังมีจำหน่ายอยู่ในตลาดให้ระวังเรื่องนี้มากขึ้น

ยากลูโคซามีน (Glucosamine)
ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์บำรุงกระดูกอ่อน และลดการเสื่อมของเนื้อเยื่อข้อเข่า ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการรักษาประมาณ ๑ - ๑ ๑/๒ เดือน จึงจะได้ผลดี

ยาชุด
ยาอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมมากในชนบท คือ ยาชุดแก้ปวดข้อ ที่มีการบรรจุยาหลายชนิด ๓-๕ เม็ดในซองเดียวกัน เพื่อให้กินทั้งหมดครั้งเดียวพร้อมกันเป็นชุด ซึ่งมักประกอบด้วยยาแก้ปวด แก้อักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาคลายกังวล ยาสตีรอยด์ เป็นต้น การใช้ยาชุดนี้มีอันตรายมากถ้ามีการใช้ติดต่อกันนานๆ (โรคข้ออักเสบ เป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องใช้ติดต่อกันนานๆ) โดยเฉพาะยาสตีรอยด์ ถ้ามีการใช้ติดต่อกันมากกว่า ๗-๑๔ วัน ยานี้จะไปกดการทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่สำคัญของร่างกาย เช่น ไต ภูมิคุ้มกัน เยื่อบุกระเพาะอาหาร เป็นต้น เมื่อไตทำงานน้อยลง น้ำก็จะสะสมในร่างกายมากขึ้น ทำให้ตัวบวมน้ำ ความดันเลือดสูงขึ้น และเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ร่างกายก็จะติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ยาชุดที่จัดรวมอยู่ในซองเดียวกันจำหน่ายในร้านยาหรือร้านชำทั่วไป เพราะมีอันตรายมาก
การผ่าตัด
ในปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์มีการคิดค้นการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการส่องกล้อง และการเปลี่ยนข้อเทียม ซึ่งในการส่องกล้องเข้าไปในข้อเข่าเหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเป็นไม่มาก ส่วนในรายที่ข้อเข่าเสื่อมสภาพมากแล้ว ควรได้รับการเปลี่ยนข้อเทียมซึ่งได้ผลดีทั้ง ๒ กรณี
สรุป
ถึงตอนนี้ก็คงได้ความรู้เรื่องปวดหัวเข่าอันเกิดจากโรคข้อเข่าเสื่อมพอสมควร และคงตอบปัญหาตั้งแต่ตอนต้นได้ว่า โรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ไม่หายขาด การดูแลรักษา ข้อเข่าให้คงสภาพการใช้งานได้อย่างดี ให้นานที่สุด อยู่คู่ อายุขัย ไม่เสื่อมสภาพก่อนวัยอันควรนั้น เป็นทางที่ดีที่สุด ปัจจัยหลัก คือการใช้งานของข้อเข่า เมื่อใดที่ทำงานแล้วมีอาการเมื่อยล้าหรือเริ่มปวดก็ควรพัก พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง อันได้แก่ น้ำหนักตัวมาก ยกของหนัก นั่งพับเพียบ นั่งยองๆ ขึ้นบันไดมากๆ เป็นต้น และควรเสริมสร้างความแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายบริหารข้อเข่าและกินแคลเซียมอย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้ามีอาการปวดและอักเสบร่วมด้วย อาจบรรเทาด้วยยากลุ่ม NSAIDs หรือ COX II inhibitors เพื่อบรรเทาอาการปวดและอักเสบโดยการกินหลังอาหารทันที เมื่อใดที่อาการดีขึ้นแล้วควรหยุดยา ส่วนยากลูโคซามีนเป็นยาบำรุงกระดูกอ่อนที่ต้องใช้เวลาประมาณ ๑ - ๑ ๑/๒ เดือนก่อนที่จะเห็นผล และที่สำคัญไม่ควรซื้อยาชุดที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปในร้านชำ เพราะอาจเกิดอันตรายรุนแรงได้ ในกรณีที่จำเป็นควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้การรักษาที่ถูกต้อง และอาจพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัดในรายที่จำเป็น

ผู้เขียน : 
ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 
315


การทานวิตามินเสริม‏

ถาม   :   อยากเรียนถามเกี่ยวกับวิตามินซีและวิตามินอี มีความจำเป็นต้องกินเพิ่มหรือไม่ และจะมีผลเสียอย่างไรหรือไม่
ตอบ   :  วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำที่สลายตัวได้ง่าย เมื่อถูกความร้อนหรือทิ้งไว้ในอากาศ. มักจะพบในผักและผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ กะหล่ำปลี มันฝรั่งและบร็อคคอลลี่ เป็นต้น. ปกติระดับความต้องการของวิตามินซีในเด็กและผู้ใหญ่จะมีปริมาณที่แตกต่างกัน ในเด็กต้องการไม่เกิน 650 มก./วันหรือชนิดเม็ด 100 มก. 6 เม็ด ส่วนในผู้ใหญ่ไม่เกิน 2,000 มก./วัน. การกินมากเกินปริมาณที่กำหนดอาจเกิดผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียปวดท้อง ท้องเสีย กรดในกระเพาะสูง และนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ.
ส่วนวิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันพบมากในถั่วเหลืองและจมูกข้าวสาลี โดยปัจจุบันมีรูปแบบวิตามินอีสำเร็จรูป ซึ่งจะทำให้โครงสร้างของวิตามินเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ประสิทธิภาพของวิตามินอีลดลง ดังนั้นจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินอีแบบธรรมชาติคือ ดี-แอลฟา โทโคเฟอรอล โดยระดับความต้องการของเด็กไม่เกิน 300 มก./วัน ส่วนในผู้ใหญ่ไม่เกิน 1,000 มก./วัน การกินวิตามินเกินปริมาณที่กำหนดให้ต่อวันอาจจะเกิดผลข้างเคียงทำให้เลือดไหลไม่หยุด ดังนั้นกลุ่มคนที่เป็นโรคหัวใจ หลอดเลือด และคนจะต้องปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ไม่ควรกินร่วมกับสารสกัดใบแปะก๊วยเนื่องจากจะทำให้เกิดผลข้างเคียงดังกล่าวมากขึ้น.
 
พัชรินทร์ วิจิตรเวียงรัตน์ ภ.บ.,เภสัชกร สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ พ.บ., น.บ.,สาขาวิชาจักษุวิทยา, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
************************************************************************************************************************************************

วิตามิน D อย่างเดียวไม่ช่วยป้องกันกระดูกหักในผู้สูงอายุ


ในประชากรที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้น ปัญหากระดูกหักจากภาวะกระดุกพรุนจะมีมากขึ้นจึงมีข้อแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันด้วยการกินวิตามิน D หรือแคลเซียม แต่ประสิทธิผลในการป้องกันกระดูกหักด้วยวิตามิน D ตัวเดียวยังไม่แน่ชัด. การศึกษานี้ทบทวนฐานข้อมูล 10 ฐาน เลือกเฉพาะงานวิจัยแบบ randomized controlled trial ที่ศึกษาผลระหว่างการให้วิตามิน D (ทั้งแบบให้วิตามิน D ตัวเดียวและ  ที่ให้ร่วมกับแคลเซียม) เปรียบเทียบกับยาหลอกหรือแคลเซียมอย่างเดียว ในผู้สูงอายุทั้งชายและหญิงอายุณ 65 ปี.

ผลการศึกษา มีงานวิจัยที่มีคุณภาพ 38 รายงาน พบว่าการให้วิตามิน D อย่างเดียวไม่มีประสิทธิผลในการป้องกันการหักของกระดูกเชิงกราน และกระดูกอื่นๆ (ที่ไม่ใช่กระดูกสันหลัง) ได้ดีไปกว่ายาหลอก แต่ว่าถ้าให้วิตามิน D ร่วมกับแคลเซียมสามารถป้องกันกระดูกเชิงกรานหักและกระดูกหักอื่นๆ ได้ดีกว่ายาหลอก (อัตรากระดูกเชิงกรานหักร้อยละ 3.9 vs. ร้อยละ 4.8 และกระดูกหักอื่นๆ ร้อยละ 10 vs. ร้อยละ 12 ตามลำดับ) แต่ว่าก็ไม่ได้ดีไปกว่าการให้แคลเซียมอย่างเดียว. 

ข้อสรุปคือ ข้อมูลการวิจัยเท่าที่มีในขณะนี้การให้วิตามิน D เพียงตัวเดียวในผู้สูงอายุไม่ช่วยป้องกันภาวะกระดูกหัก แต่การให้วิตามิน D (700-800 IU/วัน) ร่วมกับแคลเซียมจึงจะช่วยลดความเสี่ยงได้โดยไม่แตกต่างจากการให้แคลเซียมอย่างเดียว. 
 
วิชัย เอกพลากร พ.บ., Ph.D.,รองศาสตราจารย์, ศูนย์เวชศาสตร์ชุมชน,  คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, มหาวิทยาลัยมหิดล

******************************************************************************************************************************************

วิตามินอีลดความเสี่ยง ของมะเร็งต่อมลูกหมาก

การใช้วิตามินอีเสริมอาหารช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก 

กลุ่มนักวิจัยชาวฟินแลนด์ นำโดย ดร. โอลลิ ไฮโนเนน มหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ พบว่าการใช้วิตามินอีกับกลุ่มผู้ชายที่สูบบุหรี่ทำให้ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมากลดลงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้วิตามินอี 

ทีมนักวิจัยของดร.ไฮโนเนน ศึกษาจากกลุ่มผู้ชายที่สูบบุหรี่ ๒๙,๑๓๓ ราย ที่มีอายุระหว่าง ๕๐-๖๙ ปี โดยแบ่งกลุ่มเป็น กลุ่มที่ใช้วิตามินอี ๕๐ มิลลิกรัมต่อวัน และกลุ่มที่ใช้เบต้าแคโรทีน ๒๐ มิลลิกรัมต่อวัน โดยใช้เวลาศึกษาติดตาม ๕-๘ ปี โดยเปรียบเทียบกับกลุ่ม ที่ได้รับยาหลอก การวินิจฉัยพบว่ากลุ่มที่ใช้วิตามินอี ทำให้อัตราความเสี่ยงต่อโรค ต่ำลงร้อยละ ๓๒ และต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้รับสารเหล่านี้ และมีอัตราการตายต่ำลงร้อยละ ๔๑ ตาม รายงานจาก วารสาร the National Cancer 

การใช้วิตามินอี ๕๐ มิลลิกรัม ในระยะ เวลานานช่วยพิสูจน์ถึงการลดจำนวน การตายจากการเกิดมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก และได้มีการแนะนำให้ใช้วิตามินอีเพื่อป้องกันเนื้องอกที่เป็นมากในอเมริกาเหนือและยุโรป แต่วิตามินอีไม่ช่วยป้องกันในกรณีที่เป็นมะเร็ง ชนิดแอบแฝงไม่แสดงอาการ ซึ่งจะพบเมื่อได้รับการตรวจร่างกาย หรือตรวจพบจากการผ่าศพชันสูตร

ผู้เขียน: ชูรุณี พิชญกุลมงคล
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 
230


                                         *********************************************************************************************************************************

เมื่อกลางเดือนมกราคม 2533 ที่ผ่านมา ผมและเพื่อนคนไทย 6 คน ได้มีโอกาสไปร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความรู้กับแพทย์ในสาขาระบาดวิทยานานาชาติที่ประเทศเม็กซิโก มีรายงานสอบสวนโรคหลายชิ้นที่น่าสนใจ แต่มีรายงานหนึ่งที่ผมคิดว่าพี่น้องชาวไทยที่จะไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะทางตะวันออกกลางจำเป็นต้องทราบ
เรื่องมีอยู่ว่า ในเดือนมิถุนายนของปี 2532 ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงริยาด นครหลวงของประเทศซาอุดิอาระเบีย มีการป่วยในหมู่คนงานโดยที่ไม่ทราบสาเหตุถึง 5 คน ในจำนวนนี้มีคนตายหนึ่งคน คนงานเหล่านี้เป็นชายหนุ่มรูปร่างบึกบึนแข็งแรง อยู่ๆ ก็มีอาการหอบเหนื่อย ก่อนหน้าจะมาโรงพยาบาลประมาณเดือนเศษ เริ่มมีอาการขาไม่มีแรง เหนื่อยง่าย นำความประหลาดใจมาให้แก่คณะแพทย์ของซาอุดิอาระเบีย เพราะไม่เคยพบการตายในลักษณะนี้มาก่อน
การสอบสวนในระยะแรกๆ ก็พุ่งประเด็นไปว่าคนงานเหล่านี้อาจได้รับสารพิษ โดยอาจจะมีการต้มเหล้าเถื่อนกินกันเอง แต่ก็ไม่พบหลักฐานร่องรอยของสารพิษต่างๆ ในร่างกาย ได้มีการระดมแพทย์ในสาขาระบาดวิทยา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการสอบสวนโรคมาช่วยค้นหาสาเหตุร่วมกับแพทย์ผู้ทำการรักษา
หลังจากทบทวนดูข้อมูลต่างๆ ของคนไข้ก็พบว่า ชายทั้ง 5 คนนี้เป็นคนงานจากประเทศฟิลิปปินส์ทำงานอยู่ในแค้มป์ก่อสร้างแห่งหนึ่งที่มีคนงานรวมทั้งสิ้นประมาณ 200 คน ในจำนวนนี้มีคนงานไทยด้วยประมาณ 60 คน ทุกคนมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีประวัติการเจ็บป่วยร้ายแรงมาก่อน เพียงแต่เคยบ่นว่ามีอาการเหนื่อย และเพลียเท่านั้น สำหรับรายที่เสียชีวิต (ชาวฟิลิปปินส์) มีสาเหตุจากหัวใจล้มเหลว
“หัวใจล้มเหลว” พูดเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ คือ มีความผิดปกติกับหัวใจที่มีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีสาเหตุหลายประการที่หัวใจจะทำงานไม่ไหว เช่น หัวใจขาดเลือด ความดันเลือดสูง เป็นต้น แต่ผู้ชายเหล่านี้ไม่มีสาเหตุดังกล่าวเลย แต่มีอีกสาเหตุหนึ่งที่อาจเป็นไปได้คือ การขาดวิตามินบี
“วิตามินบี” ฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าถ้าขาดจะทำให้หัวใจล้มเหลวได้ แต่เป็นได้จริงๆ เพราะวิตามินบีมีหน้าที่สำคัญ คือ เป็นตัวช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจมีแรงบีบตัวตามปกติ ถ้าขาดมากๆ หัวใจก็บีบตัวไม่ไหว คณะผู้สอบสวนได้ไปสำรวจยังแค้มป์ที่ทำงาน พบว่า ภายในแค้มป์ส่วนใหญ่เป็นคนงานที่มาจากประเทศแถบทวีปเอเชีย มีชาวฟิลิปปินส์มากที่สุด คนไทยรองลงมา ทำงานเป็นผลัด ทุกคนต้องอยู่ในแค้มป์ กินอาหารที่ทางแค้มป์ปรุงให้สำเร็จ อาหารที่กินมีข้าวเป็นหลักและมีกับข้าว 2-3 อย่าง
ได้มีการสอบถามว่าผู้ใดมีอาการเหนื่อย ขาไม่มีแรง มีอาการชาตามเท้า หรืออาการอื่นๆ ที่ผิดสังเกตบ้าง และได้มีการตรวจร่างกายของคนงานทุกคน พบว่า ร้อยละ 15 มีอาการที่เข้าได้กับการขาดวิตามินบี (เช่น ชาตามปลายมือ ปลายเท้า ความไวของประสาทลดลง) บางคนมีอาการแสดงเริ่มต้นของหัวใจล้มเหลวอยู่ด้วย เช่น ขาบวม ในผู้ที่มีอาการขาดวิตามินบีมีคนไทยอยู่ด้วย 6-7 คน นอกจากนี้ยังมีการเจาะเลือดและเก็บอาหารทุกมื้อมาตรวจดู
ผลการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการพบว่า ระดับของวิตามินบีในเลือดต่ำกว่าปกติ และวิตามินบีในอาหารที่กินมีน้อยมาก โดยเฉพาะข้าวสาร ซึ่งเป็นข้าวชั้นดีจากโรงสีในเมืองไทยเกือบจะไม่มีวิตามินบีอยู่เลย เป็นที่ทราบกันดีว่าวิตามินบีมีอยู่มากในข้าวซ้อมมือ จนคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของผมถือเป็นสูตรสำเร็จเลยว่าถ้ามีอาการชาตามเท้า หรือเท้าบวมต้องเอาข้าวซ้อมมือหรือข้าวแดงมากิน แต่ข้าวจากโรงสีจะถูกสีถูกขัดเอาส่วนนอกของข้าวสารที่มีวิตามินบีอยู่มากออกไปหมด

นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 
132
นักเขียนหมอชาวบ้าน : 
นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์

                          ************************************************************************************************************************************

ความสัมพันธ์ระหว่างวิตามินซีและโรคเบาหวาน



มีการค้นพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีระดับวิตามินซีต่ำ จะทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น รวมทั้งมีอาการอื่นแทรกซ้อน เช่น อาการหัวใจล้มเหลว, ไตวาย ตาบอด และแผลเปื่อย

ในการศึกษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน 60 ราย ที่โรงพยาบาลรอยัล ปรินซ์ อัลเฟรต นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย พบว่าผู้ป่วยเหล่านี้มีระดับวิตามินซีต่ำกว่าคนปกติร้อยละ 50-80 แพทย์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ สรุปว่า ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการรุนแรงมากเท่าใด จะมีอาการขาดวิตามินซีมากเท่านั้น ผลการสังเกตเช่นนี้ ได้มีนักวิจัยชาวอินเดียเคยค้นพบเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีไตรสนใจการค้นพบนั้น เนื่องจากแพทย์ทั้งหลายเข้าใจว่า เป็นสาเหตุจากภาวะทุโภชนาการมากกว่าโรคเบาหวาน

คณะแพทย์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ได้ทำการวัดระดับวิตามินซีในเลือดและปัสสาวะเพื่อจะหาทางพิสูจน์ว่า การขาดวิตามิน ซี ก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนยิ่งขึ้นในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
วิตามิน ซี เป็นตัวช่วยให้ร่างกายสามารถจัดหาวิตามินอีซึ่งจำเป็นสำหรับการป้องกันการทำลายเนื้อเยื่อจากฟรี แรติคัลส์ ออกซิเจน (free radicals – โมเลกุลของออกซิเจนที่มีความสามารถในการเติมออกซิเจน ให้สารอื่นได้รวดเร็ว) นอกจากนั้น วิตามิน ซี ยังช่วยในการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่จำเป็นของร่างกาย ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงมีคอลลาเจนไม่เพียงพอ จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและแผล ซึ่งจะหายยาก เพราะขาดคอลลาเจน
นักเขียนหมอชาวบ้าน : 
รศ.จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 
113

กินบำบัดเกาต์



เกาต์ เป็นโรคข้อที่พบบ่อยชนิดหนึ่ง เกิดจากมีความเข้มข้นของกรดยูริกสูงในร่างกาย ทำให้เกิดผลึกยูเรต (โมโนโซเดียมยูเรต) มีรูปร่าง เหมือนเข็มแหลมๆ สะสม ณ อวัยวะต่างๆ ได้แก่ ข้อ เอ็น ไต ก่อให้เกิดการอักเสบ และทำความเสียหายให้อวัยวะ ต่างๆ เหล่านั้น

อาการ
อาการแรกที่พบบ่อยที่สุดคือ การปวดข้อนิ้วหัวแม่เท้าอย่างรุนแรง อาจตามด้วยอาการหนาวสั่นและ   มีไข้ มักพบอาการครั้งแรกในเวลากลางคืน ในผู้ป่วยส่วนใหญ่จะพบว่ามีเหตุการณ์พิเศษ    นำก่อนมีอาการ เช่น การกินอาหารเกินพอดี การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความกระทบกระเทือนทางใจอย่างรุนแรง (trauma) การกินหรือได้รับยาบางชนิด เช่น การรับเคมีบำบัด หรือการผ่าตัด เป็นต้น 

โรคเกาต์พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อาการปวดจะเกิดขึ้นมีการบวมแดงร้อนร่วมด้วย อาการบวมอาจเกิดชั่วครู่หรือนานเป็นวัน ขึ้นกับว่าผู้ป่วยสัมผัสตัวกระตุ้นมากน้อยเพียงใด หากเกิดการกำเริบบ่อยและนานพอ ก็จะเกิดการเสื่อมของข้อ เมื่อข้อเสื่อมแม้ไม่มีการอักเสบก็ปวดได้ 

อาการข้ออักเสบพบมากในฤดูที่อากาศเย็น และมักเกิดกับอวัยวะที่อยู่ไกลจากหัวใจ เช่น ปลายมือ ปลายเท้า เพราะกรดยูริกละลายในของเหลวได้น้อยในอุณหภูมิต่ำ จึงมีการตกผลึกเกิดขึ้น และทำให้การไหลของเลือดลดลง
แนวทางการวินิจฉัยโรค 
วินิจฉัยโรคจากการตรวจค่ากรดยูริกในเลือด หากมีค่าสูงมากเกินมาตรฐาน (hyperuricemia) ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดการตกผลึกของยูเรต ทำให้เกิดโรคเกาต์ได้ 
การที่กรดยูริกในเลือดมีค่าสูงจะส่งผลให้เกิดการสะสมของผลึกตามอวัยวะต่างๆ ได้ โดยทั่วไปจะถือว่ามีภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (hyperuricemia) ก็เมื่อระดับกรดยูริกในเลือดมีค่าสูงเกินกว่า 7 มก./ดล. ในผู้ชาย และ 6 มก./ดล. ในผู้หญิง 

บุคคลที่มีค่ากรดยูริกในเลือดสูงเกินมาตรฐานอาจไม่มีอาการโรคเกาต์ ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์ อาจไม่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงก็ได้ 
ปริมาณกรดยูริกที่สูงขึ้นในกระแสเลือด กว่าร้อยละ ๗๐ ของผู้ป่วยเกิดจากการเพิ่มการสังเคราะห์กรดยูริกในร่างกาย ร้อยละ ๓๐ เกิดจากการเสื่อมความสามารถ ในการขับกรดยูริกออกนอกร่างกาย 
การรักษาโรคเกาต์ 
เกาต์เป็นโรคเมแทบอลิซึมที่ควบคุมได้ดีมากด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน ในช่วงที่มีภาวะข้ออักเสบ จะมีการใช้ยาเพื่อลดอาการอักเสบภายใต้การดูแลของแพทย์ และกำจัดเหตุกระตุ้น เช่น การติดเชื้อ ความเครียด 

ส่วนในช่วงที่โรคสงบแพทย์จะแนะให้ผู้ป่วยควบคุม โรคร่วมอื่นๆ (เช่น ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง ลดน้ำหนัก งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์) หลีกเลี่ยงอาหารที่กินแล้วเกิดอาการปวดข้อ เช่น เครื่องในสัตว์ ปลาซาร์ดีน สัตว์ปีก ชะอม กระถิน กะปิ  อาหารทอด และน้ำซุปต้มเนื้อสัตว์ ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีอาการจากอาหารไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องใช้การสังเกตเอาเอง แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยกินผักใบเขียวที่มีธาตุเหล็กสูง และดื่มน้ำมากๆ
กินอะไรดีจึงจะช่วยบรรเทาโรคเกาต์
๑. น้ำมันโอเมก้า ๓ (EPA eicosapentaenoic acid) 
ลดการสร้างสารลิวโคทรีน (leukotrine) ที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ถ้ากินเป็นน้ำมันเมล็ดป่านแฟลกซ์ (flax seed oil) วันละ ๑ ช้อนโต๊ะก็พอ
๒. วิตามินอี
ลดการสร้างสารลิวโคทรีน ๔๐๐-๘๐๐ หน่วย (IU) ต่อวัน
๓. กรดโฟลิก 
กรดโฟลิกยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่สร้างกรดยูริก คล้ายฤทธิ์ยาอัลโลพูรินอล (allopurinol) ที่ใช้รักษาอาการโรคเกาต์ ๑๐-๔๐ มก. ต่อวัน
๔. สารสกัดเอนไซม์จากสับปะรด 
โบรมีเลน (bromelain) เป็นเอนไซม์ย่อยโปรตีนที่มีสมบัติต้านการอักเสบทั้งในสัตว์ทดลองและการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์  แต่ถ้าจะกินเอนไซม์โบรมีเลนหรือกินสับปะรดเพื่อ ต้านอักเสบให้กินสับปะรด ๑_๔ ผล (ขนาดเล็ก) วันละ ๒-๓ ครั้งหลังอาหาร ๑ ชั่วโมงครึ่ง มิฉะนั้นเอนไซม์ดังกล่าวจะไปย่อยโปรตีน 
๕. เควอเซทิน 
ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่สร้างกรดยูริกเช่นเดียวกับกรดโฟลิก  ใช้ใบฝรั่งมีเควอเซทินสูงต้มน้ำดื่ม ใช้ใบฝรั่งสด ๓๐ กรัม ต้มกับน้ำ ๓_๔ ลิตร จนเดือด เคี่ยวไฟอ่อนครึ่งชั่วโมงยกลง ดื่มวันละ ๑-๓ แก้วหลังอาหาร ๑ ชั่วโมงครึ่ง
๖. ผลเชอร์รี่หรือผลไม้สีม่วงแดง 
กินผลเชอร์รี่สดหรือเชอร์รี่บรรจุกระป๋องวันละ ๒๕๐ กรัมมีผลลดกรดยูริกในกระแสเลือด  ผลไม้สีม่วงแดงมีสารแอนโทไซยานินและโพรแอนโทไซยานินซึ่งป้องกันคอลลาเจนจากการถูกทำลาย นอกจากนั้น สารทั้งสองยังยับยั้งการสร้างสารลิวโคทรีนอีกด้วย สำหรับประเทศไทย กินลูกหว้าหรือมะเกี๋ยงแทนได้  หรือใช้น้ำร้อน ๑ แก้วชงดอกอัญชัญสด ๑ ดอก ๒ นาทียกดอกขึ้น ผสมน้ำเชื่อมพอหวานปะแล่มดื่มได้วันละ  ๓ เวลา
๗. ขึ้นฉ่าย (celery) 
ขึ้นฉ่ายฝรั่งก้านโตๆ มีสารต้านการอักเสบ มีขายในซูเปอร์มาร์เก็ต กินวันละ ๔ ก้าน หรือดื่มชาเมล็ดขึ้นฉ่าย ใช้เมล็ดครึ่งช้อนชาชงน้ำร้อน ๑ แก้วดื่ม ๑-๓ แก้วต่อวัน หรือจะซื้อสารสกัดเป็นแคปซูลแทนก็ได้
๘. ขมิ้นชัน 
มีสารเคอร์คูมิน (curcumin) ชะลอการสร้างพรอส-ตาแกลนดิน (prostaglandin) ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการปวด เป็นกลไกคล้ายกันกับกลไกระงับปวดของแอสไพรินและไอบูโพรเฟน ที่ปริมาณสูงๆ เคอร์คูมินกระตุ้นต่อมหมวกไต ให้หลั่งสารคอร์ติโซนเพื่อระงับการอักเสบและความปวดจากการอักเสบดังกล่าว 
กินขมิ้นชันสดชิ้นเท่า ๒ ข้อนิ้วก้อย ๓ เวลาก่อนอาหารก็ควรจะได้เคอร์คูมินพอสำหรับบรรเทาอาการเกาต์นี้
อย่าลืมดื่มน้ำสะอาดวันละ ๘ แก้ว งดเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ คุมความดันเลือดและปริมาณไขมันให้ดีนะคะจะได้ไม่ต้องปวดหัวแม่เท้าจากโรคเกาต์อีก 

นักเขียนหมอชาวบ้าน : 
รศ.ดร.สุธาทิพ ภมรประวัติ
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 
341



กินอย่างไรเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน



หลายคนคงเคยได้ยินหรือได้เห็นมาว่า เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นอาจมีปัญหาเรื่องตัวเตี้ยลง หลังค่อมจนเงยไม่ขึ้น ขาโก่งงอ หรือกระดูกหักง่าย ต้องระวังไม่ให้หกล้ม อาการเหล่านี้เป็นผลเกี่ยวเนื่องจากภาวะกระดูกพรุน คงไม่มีใครอยากมีอาการเช่นนี้ เราจึงควรมาเรียนรู้และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุนกันเถอะ

รู้จักโรคกระดูกพรุน 
โรคกระดูกพรุน หรือที่เรียกว่า osteoporosis เป็นภาวะที่ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลง (เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก) ร่วมกับมีความเสื่อมของโครงสร้างภายในของกระดูก ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง กระดูกจึงหักหรือยุบตัวได้ง่าย มักพบบ่อยที่กระดูกสันหลัง สะโพกและข้อมือ กระดูกของคนเราประกอบด้วยโปรตีน คอลลาเจน (collagen) ที่สร้างเป็นโยงใยโดยมีเกลือแคลเซียมฟอสเฟต (calcium phosphate) เป็นตัวที่ทำให้กระดูกแข็งแรง และทนต่อแรงดึงรั้ง ดังนั้นการขาดแคลเซียมก็เหมือนบ้านที่ถูกปลวกแทะกินโครงร่างจนพรุนทำให้กระดูกบาง ไม่หนาแน่น กระดูกจึงแตกหักง่ายแม้แค่กระทบกระแทกเพียงเล็กน้อย 

กระดูกเป็นอวัยวะที่ไม่ได้อยู่นิ่ง แต่มีการสร้างและสลายตลอดเวลา คือ มีการละลายกระดูกในรูปแคลเซียมออกมาสู่เลือด ขณะเดียวกันก็มีการสร้างกระดูกใหม่โดยใช้แคลเซียมจากอาหารที่กินเข้าไป ทำให้ได้เนื้อกระดูกใหม่เกิดขึ้น โดยปกติเนื้อกระดูกเก่าในรูปของแคลเซียมจะถูกขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะและทางอุจจาระวันละประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ มิลลิกรัม เพื่อให้เกิดความสมดุล เราจะต้องกินแคลเซียมให้เพียงพอกับที่สูญเสียไป มิฉะนั้นร่างกายจะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาตลอดเวลา มีผลทำให้กระดูกถูกทำลายมากกว่าการสร้าง เนื้อกระดูกก็จะบางลงในที่สุด

ปกติในเด็กจะมีการสร้างกระดูกมากกว่าการสลาย ทำให้กระดูกเด็กมีการเจริญและใหญ่ขึ้น เนื้อกระดูกจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนสูงสุดเมื่ออายุประมาณ ๓๐-๓๕ ปี หลังจากนั้นเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างช้าๆ คือมีการสลายมากกว่าการสร้างทำให้กระดูกเริ่มบาง ดังนั้นจะเห็นว่าผู้ที่มีอายุมากขึ้นมีโอกาสที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้น สำหรับผู้หญิงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการสูญเสียเนื้อกระดูกอย่างรวดเร็วด้วยจึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย (ผู้หญิงจะสูญเสียเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชายถึง ๒-๓ เท่า) 

ทำอย่างไรไม่ให้กระดูกพรุน
การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุนทำได้โดยการทำให้กระดูกหนาแน่นและแข็งแรงที่สุดในช่วงก่อนอายุ ๓๐ ปี ซึ่งเป็นระยะที่ร่างกายมีมวลเนื้อกระดูกสูงสุด (peak bone mass) หากพ้นวัยนี้แล้วร่างกายไม่สามารถสะสมเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้น เนื่องจากกระบวนการสลายตัวของกระดูกเกิดขึ้นมากกว่าจึงทำได้แต่เพียงการรักษาเนื้อกระดูกที่มีอยู่ไม่ให้ลดไปจากเดิม การเสริมสร้างกระดูกทำได้โดยการกินอาหารให้ครบหมวดหมู่ และมีปริมาณแคลเซียมที่มากเพียงพอ ถ้าเราสามารถกินอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูงให้เพียงพอตลอดระยะเวลาตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยหนุ่มสาว จนร่างกายมีแคลเซียมสะสมอย่างเต็มที่ในกระดูกจะช่วยยืดระยะเวลาการเป็นโรคกระดูกพรุนออกไป อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมได้แก่ นมสด นมพร่องมันเนย ปลาไส้ตันแห้ง กุ้งฝอย กระดูกสัตว์ เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง ผักสีเขียวเข้ม เราจึงควรกินอาหารต่างๆ เหล่านี้ สลับกันไปเป็นประจำสม่ำเสมอให้พอกับความต้องการของร่างกาย นอกจากแคลเซียมแล้ว การสร้างเนื้อกระดูกยังต้องการสารอาหารประเภทโปรตีน แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินดีด้วย เราจึงควรกินอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่เป็นประจำ

การออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระดูกมีความแข็งแรง มีมวลกระดูกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้น้ำหนักตัวเองช่วยในการออกกำลังกาย (Weight bearing) เช่น การเดิน การวิ่ง การขึ้นบันได กระโดดเชือก ยกน้ำหนัก รำมวยจีน เต้นรำ กิจกรรมเหล่านี้ควรทำเป็นประจำให้ได้สัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ครั้งละประมาณ ๓๐ นาที ถึงแม้ว่าแคลเซียมจะมีความสำคัญต่อการสร้างกระดูกดังกล่าวแล้ว ความคิดที่ว่าเติมแคลเซียมเข้าร่างกายมากๆ เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะป้องกันหรือรักษาการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ ที่สำคัญคือเราควรพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมหรือปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้มีการสูญเสียแคลเซียมหรือไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมด้วย

นักเขียนหมอชาวบ้าน : 
ผศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 
317


********************************************************************************************************************************

       Milk Thistle หรือ St Mary's Thistle มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Silybum marianum (L.) Gaertn. เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และถูกนำไปแพร่หลายในยุโรป อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ก้านและใบอ่อนนิยมใช้ทำสลัด ส่วนที่มีการนำมาใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรคคือเมล็ด มีสารสำคัญคือ Silymarin ซึ่ง Silymarin ประกอบด้วยสาร Flavanolignans หลายชนิด เช่น Silybin Silychristin และ Silydianin เป็นต้น ในประเทศเยอรมัน ใช้เมล็ดในการรักษาอาการดีซ่าน อาการผิดปกติของตับและน้ำดี ตับอักเสบและโรคริดสีดวงทวาร จากหลักฐานทางคลินิกพบว่า สารสกัดจาก Milk Thistle ที่มีองค์ประกอบหลักเป็น Silymarin สามารถรักษาโรคตับอักเสบได้ โดยที่ Silymarin มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ในการป้องกันตับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ 
       1.1 Silybin และ Silydianin สามารถยับยั้งการสร้าง Superoxide และ Hydrogen peroxide ในเม็ดเลือดขาว 
       1.2 Silybin ช่วยเสริมฤทธิ์ในการขจัดอนุมูลอิสระของเอ็นไซม์ Superoxide dismutase และ Glutathione peroxidase ในเม็ดเลือดแดง 
2. เพิ่มปริมาณ Glutathione ซึ่ง Glutathione เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อช่วยขจัดสารพิษ
3. ฤทธิ์ในการควบคุมการซึมผ่านของเซลล์เมมเบรนและเพิ่มความคงทนของเซลล์ต่อการบาดเจ็บจากภายนอก
4. ฤทธิ์ในการเพิ่มการสังเคราะห์ Ribosomal RNA และ โปรตีน ทำให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่
5. ฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ 
Silybin Silychristin และ Silydianin สามารถยับยั้งการสร้าง Prostaglandins (ศึกษาในหลอดทดลอง)
6. ฤทธิ์ในการปกป้องตับจากสารพิษ 
       พบว่าสารสกัดจาก Milk Thistle ที่มีสาร flavanolignans เป็นองค์ประกอบหลัก สามารถลดความเป็นพิษต่อเซลล์ของ Carbon tetrachloride และ Galactosamine (ศึกษาในหลอดทดลอง) นอกจากนี้การทดลองในสัตว์ยังพบว่า Silymarin และ Silybin ยังสามารถปกป้องตับจากการได้รับสาร Ethanol, Paracetamol, Lanthanides, FV3 virus, โลหะหนัก และ Thioacetamide นอกจากนี้ Silymarin ยังสามารถใช้ในการป้องกันและรักษาในกรณีที่ได้รับเห็ดพิษบางชนิด เช่น Amanita phalloides โดยป้องกันไม่ให้สารพิษจากเห็ดจับกับเซลล์ตับ และป้องกันการแทรกซึมผ่านของสารพิษสู่เซลล์ตับ และยังพบว่า Silymarin สามารถป้องกันตับถูกทำลายจากเชื้อ Plasmodium berghei ได้
       การทดลองในคนสุขภาพดีเมื่อให้รับประทานผลิตภัณฑ์ Silymarin 3 ชนิดพบว่าประมาณ 20-50 % ของ Silymarin สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และประมาณ 80 % จะขับออกทางน้ำดี นอกจากนี้พบว่าสารกลุ่ม Flavanolignans จะสะสมอยู่ที่ตับและน้ำดี
ประเภทของผู้ป่วย
ประเภทของการทดลอง
จำนวนผู้ป่วย
ขนาดยาที่ใช้
ผลการรักษา
ตับอักเสบเฉียบพลัน หรือ ตับอักเสบเรื้อรัง หรือ ตับแข็ง 
Uncontrolled Study
29
210 มก/วัน เป็นเวลา 3 เดือน - อาการดีขึ้น
- ค่าทางห้องปฏิบัติ
การดีขึ้น
- ผู้ป่วยที่มีอาการดี 
ซ่านค่า Bilirubin
กลับเข้าสู่ปกติ 
(Brodanova et al., 1976)
ตับอักเสบเรื้อรัง

Double-Blind, Placebo Controlled Study
(ทำการศึกษาในผู้ป่วย 2กลุ่ม)
12, 24
420 มก/วัน
หรือ ยาหลอก 
เป็นเวลา 3 เดือน - 1 ปี
- ค่าทางห้องปฏิบัติ การไม่แตกต่างระหว่างกลุ่มที่ใช้ Silymarin และกลุ่มที่ใช้ยาหลอก
- แต่ลักษณะทางกายวิภาคของเซลล์ตับดีขึ้นในผู้ป่วยที่ทาน Silymarin บางราย
(Kiesewetter et al., 1977)
ตับอักเสบเฉียบพลันเนื่องจากไวรัส 
Double-Blind, Placebo
Controlled Study
(ทำการศึกษา 2 ศูนย์)
57
210 มก/วัน หรือ ยาหลอก เป็นเวลา 
3 สัปดาห์
- ค่า Bilirubin และ ค่า GOT ในผู้ป่วยที่ทาน Silymarin ลดลงได้ดีกว่าในผู้ป่วยที่ทานยาหลอก
(Magliulo et al., 1978)
ตับแข็ง 
Double-Blind, Randomized Study
170
420 มก/วัน เป็นเวลา 4 ปี อัตราการตายของผู้ป่วยที่ทาน Silymarin ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 
(Ferenci et al., 1989)
การทดสอบความเป็นพิษ
       พบว่า Silymarin มีความเป็นพิษต่ำ เมื่อให้ในขนาด 20 ก/กก ในหนู และ ในขนาด 1 ก/กก ในสุนัขพบว่าไม่ทำให้สัตว์ทดลองตาย และ ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ และการศึกษาความเป็นพิษเรื้อรังพบว่าการให้ Silymarin ในขนาด 100 มก/กก ในสัตว์ทดลอง เป็นเวลา 16-22 สัปดาห์ ปรากฏว่าไม่พบอาการพิษ และ ไม่เป็นพิษต่อทารกในครรภ์ (teratogenic effect) Silymarin สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มนุษย์และทำให้ DNA ถูกทำลายได้เมื่อได้รับในขนาดที่สูงมาก
อาการไม่พึงประสงค์
       การศึกษาในผู้ป่วยมากกว่า 3,500 คน พบว่าเพียงแค่ 1 % พบอาการไม่พึงประสงค์ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร การรับประทานผลิตภัณฑ์ของ Milk Thistle พบว่ามีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ
สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ชนิดอื่นมีดังนี้
กรณีศึกษาที่ 1 
        มีรายงานที่ผู้ป่วย 1 ราย ทานสารสกัด Milk Thistle แล้วเกิดอาการแพ้แบบ Anaphylactic Shock ผู้ป่วยรายนี้มีประวัติการแพ้ Kiwi fruit แบบ immediate type allergy มาก่อน
กรณีศึกษาที่ 2 
        มีรายงานที่ชายชราอายุ 54 ปีดื่มชา Milk Thistle แล้วเกิดอาการบวมที่หน้า บวมที่เยื่อบุช่องปาก กดการหายใจ หลอดลมบีบเกร็ง ความดันลดลง เมื่อทำ skin prick test พบว่าผู้ป่วยรายนี้เกิดอาการแพ้แบบ immediate type reaction ต่อสารสกัดจากเมล็ดของสารสกัดจากเมล็ดของ Milk Thistle

ในประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียน Silymarin ในรูปแบบยาแผนปัจจุบัน ซึ่งมีข้อบ่งใช้ดังนี้
ช่วยให้ตับมีสมรรถภาพที่ดีขึ้นในโรคของตับต่อไปนี้
       1. ตับอักเสบชนิดเฉียบพลัน
       2. โรคตับแข็ง โรคไขมันสะสมในเนื้อตับ โรคตับอักเสบชนิดเรื้อรัง
       3. ตับเสื่อมเนื่องจากสารพิษ
ขนาดและวิธีใช้
       โดยทั่วไปผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 140 มก วันละ 3 เวลา หลังอาหาร หรือ ตามแพทย์สั่ง
ในรายที่มีอาการดีขึ้นแล้วหรือโรคไม่รุนแรงรับประทานครั้งละ 70 มก วันละ 3 เวลา หลังอาหาร หรือตามแพทย์สั่ง


โดย : ภก.ดร. ฉัตรชัย วัฒนาภิรมย์สกุล 
http://pcog.pharmacy.psu.ac.th/thi/Article/2547/08-47/milkthistle.html 


Current Pageid = 8